คงมีน้องๆ หลายๆคน หรืออีกหลายๆ คนในนี้ นะคะ ที่ผ่านการเรียนภาษาอังกฤษ มาตั้งแต่เด็กจนโต

จนทำงานได้  และไปถึงมีครอบครัวแล้ว

แต่ทำไม….พูด หรือ สื่อสาร ภาษาอังกฤษกับฝรั่ง ไม่ได้ ซ๊าาก ที Tongue

คนเขียน
ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน บางคนจบมาระดับสูง ถึง สูงมาก ขั้นเทพ wanwan003

แต่พอเจอฝรั่งอัดคำถาม หรือ แค่ “คำพูด” แบบธรรมดาเข้าไป ย้ำ แค่ธรรมดานะคะ  “หงายเก๋ง….เลย”  Lips Sealed

เพื่อนพี่ขนาดจบปริญญาโท ยัง “หงายเก๋ง..” เลย เวลาเจอแบบนี้

บางคนก็กว้านซื้อหนังสือสอนภาษามายกเข่ง หวังเพื่อจะเรียนให้ได้ล่ะวะ งานนี้

Day 1 มุ่งมั่นมาก….อ่านตลอด ฟังเทป ยังเป๊ะอยู่

Day 2 ยัง Active มุ่งมั่น ไม่เลิก ซอยยิกๆ ซอย ถี่  ๆๆ  แม้จะเหนื่อยล้า… Tongue Lips Sealed

Day 3 เริ่มหาว ง่วง…สปีดตก ผิดกับวันแรก Lips Sealed

Day 4 “”"”" และอีกต่อไป ……ไม่เอาแระ ไปซื้อคอร์สเรียนดีก่า…..” Lips Sealed

ถ้ามองย้อนกลับไป และมองให้ดี จะเห็นว่า

ระบบการศึกษาภาษาอังกฤษในบ้านเรา ใช้ระบบ “ท่องจำ” คำศัพท์ ซะโดยส่วนใหญ่

ไม่ได้เน้นให้พูดคุยก่อน เหมือนเด็ก ที่เกิดมา สอนให้พูดก่อน ที่จะเขียน

และเน้น “ท่องจำ” เพื่อ…..เก็บคะแนน

และประโยค ที่จำได้แม่น มากที่สุดคือ

เมื่อคุณครูมาถึง

นักเรียน :  “Good Morning” “Good Afternoon” Teacher……”

แล้วครูจะบอกว่า

“Good Morning” “Good Afternoon”, sit down,,please…”

นักเรียน :  “Thank you Teacherrrr……”  (คำหลังนี่ต้องลากยาวนิดนุง)

จากนั้นก็ให้เปิดหน้า สาม สี่ ห้า อ่านตามเทป แล้วท่องจำ….. (เห็นภาพมั้ยคะ)

แต่ สิ่งที่ลืมไป ก็ คือ การที่จะทำยังไง ให้นักเรียน หรือ คนที่เราสอน

สามารถออกไปใช้ภาษาอังกฤษ ในโลกภายนอกได้อย่างสบายๆ ชิวๆ ไม่กลัวฝรั่งอีกต่อไป

บางคนเจอฝรั่งมาถามทาง ขอความช่วยเหลือ รีบตอบโดยฉับพลัน….

“Yes, NO, Ok , Thankyou, Goodbye.” (ฟิ๊วววว ตรูไปแระ)

ฝรั่งยืนอึ้งงงงง นานประมาณ 1 นาที…..

เรื่องภาษาอังกฤษ ถ้าจะว่าง่าย ก็ ง่าย แต่ถ้า ว่า ยาก ก็คือ ยาก

มันขึ้นอยู่กับวิธีที่จะสอน และเรียนรู้เองด้วย

แล้วถ้าต้องเรียนรู้ ฝึกเองล่ะ…..ทำยังไง…

(วิธีนี้ ต้องขอบคุณ คุณครูเคทนะคะ อย่าลืม ไปอุดหนุดได้ที่ Se-ed ด้วย)

ง่ายๆ สิ่งแรกก่อนที่เราต้องปรับตัวเอง

1. ฟังเพลงสากล ฝรั่ง Inter เข้าไว้ ไม่ต้องสนใจความหมาย

2. ดูหนัง ภาพยนตร์ต่างประเทศ แนะนำ ให้ปิดซับไทยออกด้วย

3. ยามหลับ ให้เปิดหนังฝรั่งทิ้งไว้ ตลอดทั้งคืน ไม่ต้องกลัวเปลืองไฟเด๊อ

แค่นี้ก่อน ให้ทำทุกวันจนติดเป็นนิสัย  แล้วลองดูผลลัพท์

คนเขียนเอง สามารถพูดกับฝรั่งรู้เรื่อง ได้ ก็เพราะหนังสือของคุณครูเคท นี่แหละค่ะ  wanwan017 Embarrassed

ขอกราบขอบพระคุณอย่างงามๆ ค่ะ Embarrassed wanwan017

ที่ทุกวันนี้ พูดคุยกับชาวต่างชาติไม่ค่อยได้ โดยส่วนมาก โทนเสียง ไม่ตรงกัน คือ “สำเนียง” แหละค่ะ คือ 1 ในสาเหตุ

ถ้าเราสามารถจูนคลื่นเสียง หรือสำเนียง ให้ตรงกับชาวต่างชาติได้ 90% up จะฝึกภาษาได้เร็ว และง่ายขึ้นค่ะ

และที่สำคัญ “ต้องต่อเนื่อง ทำซ้ำๆ ทุกวัน” ให้เป็นกิจวัตร และส่วนนึงในชีวิตไปเลยนะคะ

แบบ….ขาดไม่ได้ แทบขาดใจ…. Tongue

จำไว้ค่ะว่า “ไม่มีใครสามารถพูดเป็นภาษาคน ได้ ตั้งแต่เกิด….” เราก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ

เพื่อความสำเร็จในการฝึกภาษาของทุกคนค่ะ สู้ๆ ค่ะ

By เหมียว ชิโร่  wanwan003

 

หลังจากติดคำว่า “พรีวิว (preview)” เพื่อบ่งบอกว่าบริการ “เอาต์ลุกดอตคอม (Outlook.com)” ยังอยู่ในช่วงทดสอบมานานนับ 6 เดือน ล่าสุดไมโครซอฟท์ประกาศยุติการใช้คำว่าพรีวิวในริการเอาต์ลุกดอตคอมอย่างเป็นทางการ โดยจะเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ในเฟส 2 เพื่อย้ายผู้ใช้ฮอตเมล (Hotmail) ดั้งเดิมสู่บริการใหม่อย่างจริงจังต่อไป

ไมโครซอฟท์นั้นเปิดตัวบริการ Outlook.com ครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2012 ในฐานะบริการอีเมลผ่านเบราว์เซอร์ หลักการของ Outlook.com คือ การดึงคุณสมบัติหลักของฮอตเมล (Hotmail) บริการฟรีอีเมลดั้งเดิมของไมโครซอฟท์มาจัดระเบียบและเพิ่มคุณสมบัติให้รองรับการใช้งานบนสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตมากขึ้น โดยจะรองรับเทคโนโลยีแอ็กทีฟซิงก์ (ActiveSync) ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้เห็นอีเมลเข้าใหม่ทันทีบนอุปกรณ์พกพา และสามารถเปิดอ่านบนอุปกรณ์พกพาหลายเครื่องได้ ทั้งหมดนี้ไมโครซอฟท์พยายามให้ผู้ใช้สามารถจัดการรายชื่อผู้รับส่งอีเมลได้ง่ายขึ้น และสามารถป้องกันอีเมลขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าเดิม

ครั้งนั้นข้อมูลระบุว่า Outlook.com จะเชื่อมโยงกับบริการสกายไดรฟ์ (SkyDrive) เพื่อให้ผู้ใช้ฝากไฟล์ไว้บนอินเทอร์เน็ตได้ และบริการแอปพลิเคชันออฟฟิศออนไลน์ Office Web Apps เพื่อให้ผู้ใช้สามารถสร้างงานเอกสารหรือแก้ไขเอกสารได้โดยใช้โปรแกรมไมโครซอฟท์ออฟฟิศบนเว็บไซต์ของไมโครซอฟท์ ทั้งหมดถูกจัดวางหน้าตาโปรแกรมโฉมใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับการเปิดตลาดโปรแกรมรับส่งเมลเวอร์ชันใหม่ Outlook 2013 และการเป็นแอปพลิเคชันเมลสำหรับวินโดวส์ 8 ระบบปฏิบัติการวินโดวส์รุ่นใหม่ที่วางจำหน่ายแล้วในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

การปลดคำว่าพรีวิวออกจากบริการ Outlook.com ถือเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจ เนื่องจากที่ผ่านมา Outlook.com ถูกมองว่าเป็นความเคลื่อนไหวในสังเวียนธุรกิจบริการอีเมลที่โดดเด่นที่สุดของไมโครซอฟท์นับตั้งแต่คู่แข่งอย่างกูเกิล (Google) เปิดตัวบริการ Gmail ในปี 2004 เท่ากับ Outlook.com ที่ถูกมองว่าเป็นไม้ตายซึ่งไมโครซอฟท์ต้องการต่อกรกับ Gmail เต็มที่นั้นมีความพร้อมสุดขีดแล้ว

 

Outlook.com ผนึกความสามารถในการโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ตอย่าง Skype ไว้ด้วย

เหตุที่ทำให้ Outlook.com มีภาพการเป็นท่าไม้ตายของไมโครซอฟท์ติดอยู่ คือการผนึกหลายบริการเพื่อเสริมความแกร่งให้บริการอีเมลของไมโครซอฟท์แลดูโดดเด่นกว่าบริการอีเมลรายอื่นอย่างชัดเจน ทั้งหน้าตาโปรแกรม การเชื่อมกับบริการ Skydrive การรองรับคุณสมบัติ People Hub และการรองรับคุณสมบัติอื่นๆ ของ Windows 8 ทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนว่าไมโครซอฟท์ต้องการลับคมบริการ Outlook.com ให้เต็มที่

ที่ผ่านมาไมโครซอฟท์ยืนยันมาตลอดว่าต้องการพัฒนาให้ Outlook.com มาแทนที่บริการฮอตเมล ซึ่งไมโครซอฟท์ซื้อมาเมื่อปี 1997 โดยแม้ไมโครซอฟท์จะยังไม่มีแผนปิดฉากแบรนด์ฮอตเมล แต่ไมโครซอฟท์ยืนยันว่าเอาท์ลุคดอทคอมจะเป็นบริการฟรีอีเมลหลักที่บริษัทจะนำเสนอแก่ผู้บริโภคต่อไป ซึ่งหาก Outlook.com มีความเสถียรพอและสามารถออกจากช่วงเวลาทดสอบบริการ ไมโครซอฟท์จะเริ่มย้ายผู้ใช้ฮอตเมลมาสู่ Outlook.com ในที่สุด

ล่าสุด Dharmesh Mehta ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ระบุว่าผู้ใช้ฮอตเมลสามารถเปลี่ยนระบบไปใช้งาน Outlook.com ได้ตลอดเวลา โดยผู้ใช้จะสามารถเก็บชื่ออีเมลที่ลงท้ายด้วย “@Hotmail” ไว้ต่อไป ขณะเดียวกันก็สามารถเลือกใช้อีเมล “@Outlook.com” ได้ด้วยเช่นกัน

สำหรับผู้ที่ยังไม่ลงมือเปลี่ยนระบบสู่ Outlook.com จะถูกอัปเกรดหรือ wave ไปยัง Outlook.com แบบอัตโนมัติในช่วงไม่กี่สัปดาห์หลังจากนี้ เบื้องต้นยังไม่มีแผนกำหนดการในประเทศไทย แต่คาดว่าขั้นตอนการดำเนินการในสหรัฐฯ และต่างประเทศจะแล้วเสร็จในช่วงฤดูร้อนปีนี้

สถิติที่น่าสนใจจากการออกจากภาวะพรีวิวของ Outlook.com คือ จำนวนผู้ใช้ที่ไมโครซอฟท์ระบุว่ามีมากกว่า 60 ล้านราย ซึ่งไมโครซอฟท์จะเปิดแคมเปญใหญ่ในอนาคตเพื่อดึงผู้ใช้มาสู่ Outlook.com ให้มากขึ้นอีก

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดของ Outlook.com ได้จากลิงก์ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 

ปัญหาชีวิตคู่

การได้แบ่งปันทุกข์และสุขของคนที่ตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นสิ่งที่คนรักกันทุกคู่ปรารถนา แต่ปัญหาก็มักเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ หากคนที่คุณเลือกมาเป็นคู่ชีวิตนั้น “ฟังไม่เป็น” เพราะทันทีที่คุณเริ่มพูด เพื่อจะเล่าถึงเรื่องราวที่ดีสุด ๆ ที่เกิดขึ้นกับคุณ และอยากจะให้เขาร่วมยินดีกับคุณด้วย อีกฝ่ายกลับทำเป็นไม่สนใจ หรือทำท่าฟังแบบเสียไม่ได้ ความรู้สึกดี ๆ ที่อยากจะแบ่งปันให้คนรักร่วมยินดีด้วยย่อมเหือดหายไปในพริบตา แถมยังอาจทำให้คุณและคู่ครองต้องมีปากเสียงกันด้วย

ดังนั้น การเป็นผู้ฟังที่ดีจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับการใช้ชีวิตร่วมกัน ยิ่งคู่สามีภรรยาที่มีเจ้าตัวเล็กแล้ว ยิ่งจำเป็นมากขึ้นเป็นสองเท่า เพราะคุณจะมีเรื่องให้ปรับทุกข์ปรับสุขกันเพิ่มมากขึ้นจากสมัยที่อยู่กันเพียง 2 คนมากมายนัก วันนี้ เราจึงรวบรวมวิธีเวิร์ก ๆ ในการเป็นผู้ฟังที่ดีมาฝากกัน เริ่มจาก

1. จะฟังให้ได้ดีต้องปิดสิ่งรบกวนทั้งหลาย

บางทีในบ้านอาจมีสิ่งรบกวนมากเกินไป ดังนั้น หากต้องการปรับทุกข์ หรือพูดคุยในสิ่งที่เป็นปัญหาระหว่างกัน ควรปิดสิ่งรบกวนการสนทนาเช่น ทีวี วิทยุ เครื่องเล่นซีดี โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต ฯลฯ เสีย การไม่มีเสียงรบกวนในขณะสนทนา จะช่วยให้คู่สนทนาไม่ว่อกแว่ก และหันมาสนใจในเรื่องราวที่จะเล่ามากขึ้น

2. ไม่ทำตัวเป็นผู้พิพากษา

ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีหลายคนที่ติดนิสัยผู้พิพากษามาใช้กับคนในครอบครัว คนเหล่านี้พร้อมที่จะตัดสินลงโทษคนผิดคนถูกทันทีที่ได้ฟังเรื่องราว แต่สำหรับชีวิตคู่ไม่ใช่เช่นนั้น เพราะฝ่ายที่ตัดสินใจนำเรื่องทุกข์ใจมาเล่าให้คุณฟัง บางครั้งเขาอาจแค่ต้องการระบาย ต้องการคนที่่ช่วยแบ่งเบาความทุกข์ ความอึดอัดคับข้องใจ แต่ทันทีที่คุณหันไปตัดสินว่าเรื่องที่เขาเล่าให้ฟังนั้น มัน “ถูกหรือผิด” “ไร้สาระหรือมีสาระ” และต่อว่าในตัวผู้เล่า นั่นเท่ากับว่าคุณทำลายความไว้ใจของอีกฝ่ายลงไปแล้ว อีกทั้งยังทำให้เขาหรือเธอขยาดที่จะเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้คุณฟังในครั้งต่อไปด้วย

การอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว ไม่ได้ต้องการผู้พิพากษา แต่ต้องการคนที่เปิดใจกว้าง พร้อมจะเข้าใจ เห็นใจ และไม่ซ้ำเติมกันจนเกินไปค่ะ

3. ไม่เห็นด้วยได้ แต่ทำอย่างมีน้ำใจ

การเคารพความเห็นของกันและกันเป็นสิ่งจำเป็น แม้ว่าเรื่องที่เขาหรือเธอเล่า คุณจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ต้องอย่าลืมว่า คุณเป็นคนรักกัน ไม่ใช่ศัตรูกัน ดังนั้น เมื่อรับฟังแล้ว และต้องการจะเสนอความคิดของตนเองออกไปก็ควรทำอย่างนุ่มนวล ไม่ใช่ไปหักหาญน้ำใจอีกฝ่ายจนเกิดความเจ็บปวด

4. อย่าเสียมารยาทล้อเลียนผู้พูด

ระหว่างที่อีกฝ่ายกำลังเล่าอยู่นั้น การพยายามทำให้เป็นเรื่องขำ การล้อเลียน หรือการทำเป็นเล่นไปเสียหมด เป็นสิ่งที่เสียมารยาทอย่างมาก และอาจทำให้ผู้เล่ารู้สึกแย่ที่ตัดสินใจมาเล่าให้คุณฟัง ซึ่งนั่นหมายถึงสัมพันธภาพระหว่างคู่รักที่อาจจะพังลงได้ในอนาคตเลยทีเดียว

5. จำกัดจำนวนคน

นึกภาพการปรึกษาปัญหาชีวิตในครอบครัวใหญ่สัก 10 คนร่วมรับฟัง รับรองเลยว่า ปัญหาที่คุณอยากเล่าจะไม่ได้เล่า เรื่องที่คุณอยากระบายจะไม่ได้ระบาย เพราะวงสนทนาที่ใหญ่ขนาดนั้น แต่ละคนที่ร่วมสนทนาด้วยย่อมอยากแสดงความคิดเห็นของตนเองจนสุดท้ายปัญหาของคุณจะไม่มีใครฟัง และจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามันเรื่องอะไร ดังนั้น ควรเลือกเฉพาะคนที่คุณไว้ใจจริง ๆ หรือคนที่คุณอยากเล่าให้ฟังจริง ๆ ก็พอ

6. เตรียมรับมือกับการโต้เถียง

บางครั้งเมื่อต้องปรับทุกข์กันเรื่องปัญหาในบ้าน บ้างก็เรื่องเลี้ยงลูก คู่แต่งงานอาจหลีกเลี่ยงการโต้เถียงได้ยาก ดังนั้นจึงควรเตรียมใจให้พร้อมด้วย ซึ่งการจะรับมือนั้น ไม่ควรใช้วิธีต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

- การประชด
- การใช้คำหยาบ การถากถางเหน็บแนม
- การตะคอกด้วยเสียงอันดัง
- การขุดเรื่องในอดีตขึ้นมาผสมโรง

ถ้ารู้สึกอารมณ์ไม่ดี จะพักการสนทนาก่อนก็ได้ ไม่ผิดกติกา และอีกฝ่ายก็ไม่ต้องเซ้าซี้ให้เขากลับมาพูดด้วยให้จบ ไว้อารมณ์เย็นลงจะกลับมาคุยกันใหม่อีกรอบก็ยังไม่สาย ดีกว่าทุ่มเถียงกันจนเสียน้ำตา เสียความรู้สึกค่ะ

7. ใช้ภาษากายช่วยในการรับฟัง

การกอด การสบตาผู้พูด การโอบไหล่ การลูบหัว การปรบมือ การยิ้ม หัวเราะ ฯลฯ เป็นสิ่งที่คนรักกันสามารถทำให้กันได้ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังเล่า และนั่นช่วยให้การสนทนาเป็นไปอย่างออกรสมากขึ้นด้วย

8. คิดเสมอว่า เราจะช่วยเขาได้อย่างไร

ในการเป็นผู้ฟังที่ดีนั้น ความรู้สึกในการอยากทำให้อีกฝ่ายมีความสุขเป็นสิ่งจำเป็น เพราะมันจะส่งผลถึงการแสดงออกของคุณต่อเขาหรือเธอ คุณจะเป็นผู้ฟังที่ทำให้ผู้พูดรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกันหรือไม่อยู่ที่ว่าคุณตระหนักในเรื่องนี้หรือไม่ บางเวลาคุณไม่จำเป็นต้องแนะนำอะไรเลย แค่นั่งรับฟังความทุกข์ – สุขเหล่านั้น และอยู่ข้าง ๆ ก็พอแล้ว

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การขาดทักษะในการฟังเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสมีปัญหา อีกทั้งการยังไม่ทันฟังให้ดีพอก็รีบตัดสินพิพากษาคนรักของตัวเองนั้นเป็นพฤติกรรมที่โง่มาก เพราะเท่ากับคุณผลักให้เขาหรือเธอกลายเป็นคนที่อยู่คนละข้างกับคุณได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น มาลองฝึกทักษะการเป็นผู้ฟังที่ดี และใช้ทักษะนั้นร่วมแบ่งปันทุกข์ – สุขกับคนที่รักดีกว่า

การพัฒนาตนเอง

ก้าวสู่เดือนแรกของปี 2013 เป็นปีของการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ในขณะที่ผู้บริโภคทั่วโลกต่างมีความตั้งใจมุ่งหวังที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงกับตัวเอง

ในแง่มุมต่างๆ

ในมุมของ นวัตกรรมการสื่อสารใหม่ๆ ต่างก็ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้บริโภคทำตามที่ตั้งใจไว้ให้ได้ ผ่านเทคโนโลยี ที่คอยเตือน สร้างกำลังใจ และให้แรงผลักดันผ่านคอมมูนิตี้ในโลกโซเชียล ในยุคที่กระแสการทำใช้ชีวิตอย่างเต็มที่และดีที่สุดกำลังมาแรงทั่วทุกมุมโลก

ปีที่แล้วเราคงจะได้เห็นกระแสมาแรงของโปสเตอร์สร้างกำลังใจ ไม่ว่าจะเป็น คำพูดคำคมในการผลักดันการใช้ชีวิตเชิงบวกในโซเชียลมีเดียหลักและย่อย เช่น Facebook, Instagram และ Pinterest ด้วยเพราะผู้บริโภคมองหากำลังใจเพื่อผ่านวิกฤติของความไม่แน่นอนต่างๆ ในชีวิต ปีนี้เรามาดูกันว่านวัตกรรมใหม่ๆ ในการพัฒนาตนเองของผู้บริโภค เพื่อการสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้นมีอะไรที่น่าสนใจกันบ้างคะ

เครื่องมือสื่อสารที่เรียนรู้ด้วยตัวเอง Smart Devices

ในหลายๆ ตระกูลสินค้าไม่ว่าจะเป็น สุขภาพ ฟิตเนส รถยนต์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า เราจะเห็นได้ว่านวัตกรรมใหม่ๆ ในตระกูลสินค้าเหล่านี้มีความฉลาดในแง่การจดจำและบันทึกพฤติกรรมต่างๆ ของเราเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลสำคัญต่างๆ ให้เวลาการใช้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าที่เป็นมา

ยกตัวอย่างสินค้าฟิตเนสใหม่ๆ ล้วนคอยจดจำจากเวลาการกิน การนอน และการออกกำลังกายของเรา เพื่อให้รู้ว่าร่างกายเรากำลังเดินไปในทิศทางไหนเปรียบเสมือนมีหมอคอยเตือนตลอด 24 ชั่วโมง หรือสินค้ารถยนต์ที่สามารถแนะนำให้เราขับขี่อย่างไรเพื่อการประหยัดพลังงานพร้อมผลสรุปเป็นระยะ หรือ แม้แต่สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สามารถปรับวิธีการใช้พลังงานด้วยตัวเองผ่านการวิเคราะห์วิธีการใช้งานของเรา

แอพที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค Intelligent Apps

ในยุคที่สมาร์ทโฟนและแทบเล็ตเริ่มแผ่ขยายสู่วงกว้างมากขึ้นทุกวัน การพัฒนารูปแบบแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ เติบโตมากขึ้นไปด้วย และล้วนถูกออกแบบมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในมิติที่แตกต่างกัน

ปีนี้แอพที่เราจะเห็นมากขึ้นในตระกูลพัฒนาตนเองนั้นคือแอพที่ช่วยให้เราทำความตั้งใจมุ่งหวังได้ดียิ่งขึ้น ยกตัวอย่าง แอพที่เราสามารถจดรายการความตั้งใจต่างๆ ไว้ และบันทึกว่า เราได้ทำตามความตั้งใจไปถึงไหนแล้ว รวมถึงสามารถรับกำลังใจจากเพื่อน เมื่อเราได้ทำสำเร็จผ่านสื่อโซเชียล เป็นต้น นอกจากนี้แอพที่น่าสนใจอีกกลุ่มคงหนีไม่พ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ ที่ถูกออกแบบมาตรวจวัดปัญหาเฉพาะโรคมากขึ้น รวมไปถึงแอพในกลุ่มการเงินที่ช่วยให้การบริหารเงินเป็นไปอย่างง่ายและคอยเตือนให้เราออมได้สมใจหวัง

รู้จริงก่อนซื้อ Conscientious Buying

อีกขั้นหนึ่งของการพัฒนาตนเองคงหนีไม่พ้น การใส่ใจมากขึ้นของการซื้อสินค้าที่ตนเองนำมาใช้ ปัจจุบันผู้บริโภคสามารถรู้เรื่องราวความเป็นมาของสินค้า ผ่านการสแกนบาร์โค้ดได้อย่างง่ายดาย ด้วยแอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟน

นอกเหนือจากเรื่องของผลตอบรับของสินค้าผ่านกลุ่มคอมมูนิตี้ ที่ทำให้รู้ถึงประสิทธิภาพและคุณภาพของสินค้า ปัจจุบันในบางประเภทสินค้า สามารถแม้แต่วัดจำนวนระยะทางการเดินทางพลังงานที่ใช้ในการนำมาส่งถึงมือผู้บริโภค การปฏิบัติต่อพนักงานอย่างเป็นธรรม การไม่ทำร้ายทารุณสัตว์ในขั้นตอนการผลิต เป็นต้น

ปีนี้เราคงจะได้เห็นเทคโนโลยีหน้าใหม่ๆ ที่หันมาตอบโจทย์จากอินไซต์ผู้บริโภคกันมากขึ้น และหนึ่งในโจทย์หลักของปีนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องของการตกผลึกทางความคิดในแง่การพัฒนาตนเอง และการพัฒนาสังคมแบบยั่งยืน

ขณะที่ในมุมของแบรนด์และสินค้าเอง คงเป็นปีที่น่าสนใจในการสร้างแพลตฟอร์มใหม่ๆ ในการช่วยให้ผู้บริโภคใช้ชีวิตได้ดีขึ้น และทำตามสิ่งที่หวังและตั้งใจไว้ได้

โดย : คุณ วฤตดา วรอาคม

นายอับดลรอหมาน กาเหย็ม เลขานุการคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า เบื้องต้นทุกฝ่ายเห็นด้วยที่จะให้มีการจัดตั้งศูนย์พักพิงหรือศูนย์รับผู้อพยพโรฮิงญาในประเทศไทย โดยอาจใช้ศูนย์ผู้ลี้ภัยของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติหรือ UNSCR ที่มีอยู่แล้วก็ได้ หรือจะตั้งใหม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะสร้างที่ไหนอย่างไร ขอเพียงแค่ให้มีการตั้งศูนย์เพื่อนำชาวโรฮิงญาที่ต้องการความช่วยเหลือได้เข้าไปอยู่อาศัยชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากเหตุการณ์การช่วยเหลือชาวโรฮิงญานับพันคนที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดสงขลาเป็นภาพนาทีชีวิตที่น่าเห็นใจในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่จำเป็นที่ต้องหยิบยื่นความช่วยเหลือเบื้องต้นให้กับกลุ่มผู้ที่เดือดร้อนที่ร้ายแรงถึงขั้นแลกด้วยชีวิต

“ถามว่าประเทศไทยควรมีศูนย์พักพิงโรฮิงญาหรือไม่ ผมมองว่าควรมีเพราะปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือไม่ได้หากมีคนจำนวนมากที่หนีเอาชีวิตรอดมาขอพึงพิงชั่วคราว แต่การให้ความช่วยเหลือนั้นต้องชัดเจนว่าเป็นการช่วยเหลือเพียงเบื้องต้นตามหลักมนุษยชนเท่านั้น เพราะวันนี้การที่มีชาวโรฮิงญามาอยู่อาศัยในพื้นที่ประเทศไทยไม่ว่าจะฐานผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายก็ตามแต่การช่วยเหลือโดยให้ที่พักพิงก็เท่ากับเป็นการช่วยเหลือเพียงแค่วันนี้การให้ความช่วยเหลือนั้นไม่เป็นทางการและที่สำคัญมีการแยกครอบครัวออกจากกันทำให้เป็นประเด็นที่หลายฝ่ายเห็นใจว่าน่าจะมีศูนย์พักพิงจะได้ให้ครอบครัวได้อาศัยอยู่ร่วมกันก่อนจะหาทางออกในอนาคตต่อไป” นายอับดลรอหมาน กล่าว

http://pantip.com/topic/30103723

เป็นปัญหาที่มีการพูดถึงกันมาทุกยุคทุกสมัย สำหรับการเลียนแบบตัวละครของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงทางคำพูด และการกระทำ ตลอดจนการคิดสั้นฆ่าตัวตาย เห็นได้จากก่อนหน้านี้เคยมีเด็กวัย 6 ขวบ เลียนแบบละครเรื่องไทรโศก ด้วยการแขวนคอตายจนเสียชีวิต และในกรณีล่าสุดที่กำลังตกเป็นกระแสอยู่ ณ ตอนนี้ก็คือ เด็กหญิงวัย 8 ปีเลียนแบบฉากผูกคอตายในละครเรื่องแรงเงา และรายการคนอวดผีจนเกือบเสียชีวิต

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กลายเป็นเรื่องเดิม ๆ ที่หลายฝ่ายพยายามเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยกันแก้ปัญหา และสิ่งที่ดูเหมือนจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาอย่าง “เรตติ้งละครโทรทัศน์” ก็ดูเหมือนจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาถึงความไม่ใส่ใจในตัวเนื้อหา รวมไปถึงความเหมาะสมของช่วงเวลาออกอากาศ เป็นเหตุให้เด็กเข้าถึง และเลียนแบบพฤติกรรมความรุนแรง และการใช้ภาษาจนเกิดปัญหาอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

เห็นได้จากเรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรงที่สะท้อนอิทธิพลละครไทยได้เป็นอย่างดีของเรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป กรรมการผู้จัดการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก และนักวิจัยด้านศึกษาและพัฒนาการศึกษาเด็กปฐมวัย ที่เคยพบเห็นมากับตาตอนลงไปเยี่ยมเด็กๆ ในต่างจังหวัด ซึ่งเด็กบางคนอยู่แค่วัยอนุบาลเท่านั้น

“เริ่มจากเหตุการณ์ที่หนึ่ง มีเด็กหญิงแบ่งเป็น 2 พวก พวกหนึ่งเดินมาจากฝั่งซ้าย อีกพวกหนึ่งเดินมาฝั่งขวา แล้วมาประชันหน้ากันโดยมีเด็กผู้ชายยืนกลาง พวกซ้ายเป็นพวกของภรรยารอง ทำหน้าถมึงทึงใส่อีกพวกซึ่งเป็นภรรยาเอก แล้วบอกพวกของตนว่า ตบมันเลย ฆ่ามันเลย มันแย่งสามีฉัน แล้วทำท่าทางปรี่เข้าไปตบตี นี่คือ บทบาทสมมุติที่เด็ก ๆ เขาเล่นกัน ซึ่งถามไถ่ได้ความว่า เอาอย่างละคร ส่วนเหตุการณ์ที่สอง เกิดที่จังหวัดหนึ่ง มีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ตอนครูเผลอๆ เจอเด็กผู้หญิงไม่ได้ จูงมือไปห้องน้ำขึ้นคร่อมจูบปากเลย ถามไถ่ได้ความว่า เอาอย่างละครอีกเช่นกัน”

ภาพการเลียนแบบที่เกิดขึ้น หากลองมองย้อนกลับไป เราคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ต้นเหตุสำคัญมาจากการเปิดรับสื่อของพ่อแม่ที่ส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ และมักชะล่าใจปล่อยให้เด็กอยู่ตามลำพังกับโทรทัศน์ หรือบางทีนั่งดูด้วยกันแต่ไม่ได้สอนให้ลูกรู้เท่าทัน ส่งผลให้เกิดการเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้ง่าย ความน่าเป็นห่วงนี้ ทีมงาน Life & Family จึงขอรวบรวมแนวทางดี ๆ ที่ได้จากการสัมภาษณ์คุณหมอ และนักวิชาการด้านเด็กเกี่ยวกับวิธีป้องกันไม่ให้ลูกหลานตกเป็นเหยื่อละครไทยมาฝากกัน ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันได้เลยครับ

สร้างวินัยให้เด็ก

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เด็กที่ติดละคร และมีพฤติกรรมเลียนแบบละครส่วนใหญ่มาจากพ่อแม่ที่ติดละคร นอนดึก และไม่มีวินัยในการนอน การปลูกฝังวินัยให้ลูกนอนแต่หัวค่ำ เป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างให้ลูกเห็น โดยเฉพาะเด็กเล็กที่หากนอนดึก อาจส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ได้ ทางที่ดี ไม่ควรให้ลูกมาคอยเพื่อนอนรอพ่อแม่ดูละคร แต่ควรพาลูกเข้านอนก่อนแล้วค่อยลงมาเปิดดู และยิ่งมีทางเลือกจากการดูละครย้อนหลังด้วยแล้ว อาจหาเวลาว่างเปิดดูได้ตลอดเวลา

นอกจากนี้ การกำหนดช่วงเวลาในการดูโทรทัศน์ เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ ถ้าเป็นเด็กเล็กที่อายุยังไม่ถึง 2 ขวบ ไม่ควรดูโทรทัศน์ หรือเล่นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นดีวีดี คอมพิวเตอร์ และเกมอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เพราะการใช้เวลาอยู่แต่หน้าจอทีวี อาจจะทำให้เด็กๆ มีกิจกรรมกรรมทางสังคม หรือได้ออกไปเล่นกับเพื่อนๆ น้อยลง ส่วนเด็กโต การเล่นควรมีกฎกติกาชัดเจน โดยเฉพาะเวลาในการเล่น ซึ่งไม่ควรเกิน 3 ชม.ต่อวัน เพราะมีการศึกษาวิจัยพบว่า เด็กที่เล่นเกมเกิน 3 ชม.ต่อวัน มีแนวโน้มที่จะติดเกมมากกว่าเด็กที่เล่นน้อยครั้งถึง 3 เท่าเลยทีเดียว ทางที่ดีควรจัดตารางเวลาให้ดีเพื่อฝึกให้ลูกได้ทำงานตามเป้าหมาย และช่วยในการบริหารเวลาได้ดีอีกด้วย

ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

ฝึกเด็กให้คิดเป็น

เด็กทุกคนต้องการพี่เลี้ยง ที่ปรึกษา และบุคคลที่จะเป็นพี่เลี้ยงของเด็กได้ดีก็คือ พ่อแม่ เนื่องจากเด็ก โดยเฉพาะวัยรุ่นจะเน้นที่การแสดงออกทางอารมณ์ จึงต้องมีการพัฒนาสมองในส่วนการรู้คิดตั้งแต่เด็ก หวังไปพึ่งระบบการศึกษาบ้านเราก็ยังไม่พัฒนาทักษะการรู้คิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาให้แก่เด็กได้ดีเท่าที่ควร ทางที่ดี พ่อแม่ และครูต้องฝึกให้เด็กคิด และวิเคราะห์เป็น เพราะบางครั้ง การสอนแบบอบรมสั่งสอนอาจใช้ไม่ได้ผล ซึ่งการสอนให้เด็กคิด และวิเคราะห์เพื่อรู้เท่าทันสื่อ เริ่มได้ง่าย ๆ จากการชวนกันตั้งคำถาม และข้อสังเกต

ยกตัวอย่างเช่น ดูฉากแล้วลูกรู้สึกอย่างไร ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ลูกคิดว่าจะทำอย่างไร อย่างในเรื่องมีฉากผูกคอตาย ต้องอธิบายให้ลูกฟังว่า นี่คือการแสดง ตัวละครไม่ได้ตายจริง เอามาเลียนแบบในชีวิตจริงไม่ได้ เพราะอาจถึงตายได้ หรืออาจชวนกันหาทางออกว่า ทุกปัญหามีทางออก การฆ่าตัวตายไม่ใช่ทางออก ลูกยังมีพ่อ แม่ หรือครูคอยเป็นที่ปรึกษา ถ้าเกิดมีปัญหา หรือมีเรื่องที่ไม่สบายใจ หันมาเลือกปรึกษาพ่อแม่หรือครูได้ (แต่พ่อแม่ต้องเปิดใจจริง ๆ และเข้าใจวิธีการคุยกับลูกด้วย เพราะไม่เช่นนั้นอาจกลายเป็นการเพิ่มปัญหาขึ้นไปอีก)

แต่สำหรับในมุมของ พญ.พรรณพิมล วิปุลากร ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล คุณหมอท่านนี้เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะให้เด็กดูละครหลังข่าว หรือถ้าปล่อยให้ดู แล้วบอกว่า สอน หรือบอกเด็กอยู่ตลอด วิธีนี้ก็อาจช่วยได้ แต่มันซับซ้อนเกินกว่าที่เด็กจะเข้าใจ ดังนั้น ผลเสียในระยะยาวที่เกิดจากการดูโทรทัศน์ เป็นสิ่งที่ไม่อาจย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ แทนที่จะให้ลูกดูโทรทัศน์ หรือรอตัวช่วยจากผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง พ่อแม่ควรหากิจกรรม หรืออ่านหนังสือให้ลูกฟัง

อินได้แต่อย่ามาก

อารมณ์สะใจจนดูโอเวอร์ของผู้ใหญ่ โดยเฉพาะพ่อแม่ที่นั่งดูไปพร้อม ๆ กันกับเด็กนั้น หลายคนอาจหลุดพฤติกรรม และวาจาที่ไม่เหมาะสมออกมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นความสะใจ คาดแค้นแทนตัวละคร สิ่งเหล่านี้ หากเด็กได้เห็นพ่อแม่กำลังด่าทอนางร้าย หรือสาปแช่งให้ไปตาย อาจไม่สนุกอย่างที่คิดได้ เพราะคุณกำลังสร้างค่านิยมใหม่ ๆ ให้ลูกแบบเนียนๆ และอย่างชอบธรรมว่าความรุนแรง และเรื่องเพศเป็นเรื่องปกติที่คนใกล้ตัวของเขายังทำได้เลย

ถึงวันนี้ เราคงต้องยอมรับว่า ละครเป็นของคู่กันของคนไทย แต่สำหรับเด็ก การมีพ่อแม่คอยแนะนำอยู่เคียงข้าง คือความจำเป็นที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อจาก “ละครหลังข่าว” เห็นได้จากคำสัมภาษณ์ของคุณเรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป นักวิจัยด้านศึกษาและพัฒนาการศึกษาเด็กปฐมวัย เคยให้ความเห็นเกี่ยวกับละครไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า

“อย่าเอาความบันเทิงหยาบๆ ที่หาดูได้ง่าย มาใส่ให้เด็กบันทึกลงในชีวิตทุกวันๆ เลย เพราะเมื่อเด็กเห็นพฤติกรรมเหล่านี้บ่อยๆ เด็กก็รับ รับ รับไปเรื่อยๆ เพราะตอนดูนั้น ตัวละครแสดงไปเรื่อยๆ สีสันมันดึงให้อินจนไม่มีเวลาหยุดคิด พ่อแม่ควรพูดคุย ชี้แนะและแลกเปลี่ยนความเห็นต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของตัวละคร อย่าเอาแต่จดจ่อรอสะใจ ที่ได้เห็นตัวละครตบตีกัน ถากถางกัน หรือมองเป็นเรื่องขำๆ ซึ่งกรรมจะตกอยู่ที่เด็กเอาได้”

นับเป็นปัญหาที่ครอบครัวไทยจะชะล่าใจไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การนั่งทำงานออฟฟิศอาจไม่ใช่ทางเลือกสำหรับคนเป็นพ่อแม่ในยุคนี้อีกต่อไป เหตุเพราะมีปัจจัยหลาย ๆ ประการเข้ามาข้องเกี่ยว เช่น การไม่มีใครให้ฝากเลี้ยง จะพาไปฝากเนิร์สเซอรี่ก็เสี่ยงที่จะป่วยบ่อย ถูกทำร้าย สถานที่ไม่ได้มาตรฐาน จะจ้างพี่เลี้ยงก็เสี่ยงไม่แพ้กัน เพราะเด็กเล็กต้องการคนดูแลที่สามารถปลูกฝังพฤติกรรมดี ๆ ให้กับเด็กได้ ไม่ใช่เลี้ยงแบบทิ้งขว้าง หรือเปิดทีวีให้ดูละครน้ำเน่าทั้งวัน ส่วนทางเลือกที่จะฝากปู่ย่าตายาย ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่า ปู่ย่าตายายในยุคนี้บางท่านก็ยังต้องทำงาน ไม่สามารถสละเวลามาช่วยเลี้ยงหลานได้เหมือนปู่ย่าตายายในอดีต 

หันไปหันมา หนีไม่พ้นพ่อแม่ที่จะต้องปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของตนเองให้เหมาะกับสถานภาพของครอบครัวในเวลานี้เสียเอง ซึ่งการปรับเปลี่ยนนั้น ส่วนหนึ่งต้องเข้าใจด้วยว่าคนที่มีลูกเล็กนั้นต้องการงานที่มีความยืดหยุ่นสูง ไม่จำเป็นต้องนั่งติดกับโต๊ะทำงานตลอดทั้งวัน เพราะเด็กเล็กจะค่อนข้างไม่อยู่นิ่ง หรือบางคนก็ป่วยง่าย หากเป็นงานที่ต้องลาไปพบแพทย์ หรือต้องขาดงานเพราะลูกไม่สบายอยู่เนือง ๆ ก็จะลำบากใจไม่น้อย สำหรับคนที่มีลูกโตขึ้นหน่อยนั้นก็ต้องการงานที่ยืดหยุ่นได้ไม่แพ้กัน แต่เป็นความยืดหยุ่นคนละแบบ เพราะในเด็กวัยเรียนเป็นความยืดหยุ่นที่อาจมีการวางแผนล่วงหน้า เช่น คุณครูประจำชั้นนัดพบผู้ปกครอง วันที่โรงเรียนมีกิจกรรมและต้องให้ผู้ปกครองไปร่วมงานด้วย เป็นต้น

ลักษณะงานที่เหมาะสมสำหรับพ่อแม่ที่ต้องการเลี้ยงลูกเอง

- เป็นงานที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถบริหารจัดการเวลาทำงานเองได้ 
- เป็นงานที่ไม่จำเป็นต้องนั่งติดกับโต๊ะทำงานตลอดเวลา 
- เป็นงานที่สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศให้เกิดประโยชน์

อย่างไรก็ดี การได้โอกาสดังกล่าวมาครอบครองคงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่ถ้าสามารถทำได้ก็จะเป็นชีวิตในฝันที่ได้มีโอกาสทั้งดูแลลูก และทำงานไปพร้อม ๆ กัน โชคดีของคุณพ่อคุณแม่ที่ได้งานในลักษณะนี้ก็คือไม่ต้องไปฝากชีวิตคนที่เรารักไว้กับคนอื่น เช่น พี่เลี้ยงอาเซียน หรือเนิร์สเซอรี่ที่บางท่านก็ได้พบกับประสบการณ์ไม่ดี โดยคุณอาจต้องแลกกับบางสิ่งบางอย่าง เช่น การทำงานในเวลาที่แตกต่างจากคนอื่นบ้างเพื่อให้ตนเองสามารถดูแลลูกได้ (เพราะคนที่เป็นพ่อแม่และได้เลี้ยงลูกเองจะทราบดีว่า ในเวลาที่ลูกตื่นนั้น ยากที่จะหาความสงบได้นั่นเอง และยิ่งลูกเริ่มหัดเดิน เริ่มซน เริ่มวิ่งได้ คุณจะยิ่งไม่มีเวลาไปสนใจสิ่งอื่น ๆ เพราะต้องไล่ตามเจ้าตัวเล็กจนกว่าพวกเขาจะหมดแรง และนอนหลับไป จากนั้นจึงจะถึงตาของคุณที่จะได้จัดการงานต่าง ๆ ของตนเองบ้างนั่นเอง)

วันนี้เราจึงขอหยิบยกลักษณะงานที่ใกล้เคียงกับงานในรูปแบบดังที่กล่าวไว้ข้างต้นมาฝากกัน จะมีงานอะไรบ้าง ไปติดตามกันเลยค่ะ

- เปิดเนิร์สเซอรี่

หากคุณมีลูกเล็ก และมีความพร้อมในการดูแลเด็ก ๆ รวมถึงมีทุนในระดับหนึ่ง การเปิดสถานรับดูแลเด็กขึ้นมาก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้คุณมีรายได้ และสามารถดูแลลูกของคุณ (พร้อม ๆ กับดูแลลูกของผู้ใช้บริการท่านอื่น ๆ) ไปพร้อม ๆ กัน สนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมพัฒนาสังคม และสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อย่างไรก็ดี งานในลักษณะดังกล่าวอาจต้องมีการรับพี่เลี้ยงเด็ก และเจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่น ๆ เพิ่มเติม ซึ่งหากคุณเป็นพ่อแม่ที่มีความสามารถในการบริหารจัดการ และสามารถดูแลธุรกิจได้แล้วนี่อาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจทีเดียว สำหรับคำแนะนำที่จะมีให้กับผู้สนใจธุรกิจดังกล่าว เราขอบอกได้เพียงว่า ความต้องการของคนเป็นพ่อแม่ที่อยากจะหาเนิร์สเซอรี่ดี ๆ นั้นยังมีสูงมาก โดยเฉพาะในย่านที่มีสำนักงาน สถานที่ราชการกระจุกตัวกันมาก ๆ นั่นเอง (ยกตัวอย่างเช่น ย่านศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ) เพราะคนเป็นพ่อแม่ก็ต้องมาทำงานในย่านนั้น ๆ อยู่แล้ว การได้ทราบว่าลูกอยู่ใกล้ ๆ สามารถแวะไปเยี่ยมในช่วงพักเที่ยงได้ หรือมีเหตุฉุกเฉินใด ๆ ก็สามารถบึ่งมาหาได้อย่างรวดเร็วก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้ทำงานอย่างมีความสุขขึ้นอีกมากค่ะ

- ผู้ผลิตสินค้าสำหรับเด็ก

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านเมื่อมีประสบการณ์ในการเลี้ยงเด็กมาพอสมควรแล้ว หลายคนก็มองทะลุไปถึงความต้องการของพ่อแม่ที่มีลูกวัยเดียวกัน หรืออ่อนกว่า และคิดพัฒนาสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการของพ่อแม่เหล่านั้นออกมาได้ เช่น คุณพ่อท่านหนึ่งผลิตรั้วกั้นสำหรับเด็กเล็กไม่ให้วิ่งซนจนเกินอันตรายออกมาวางจำหน่ายและก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี หรือคุณแม่ท่านหนึ่งที่พัฒนากางเกงในผ้าอ้อมสาลูแทนการใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป เหล่านี้เป็นต้น หากสินค้าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และมีการบอกต่อในกลุ่มพ่อแม่ด้วยกันอย่างกว้างขวางแล้วล่ะก็ ธุรกิจนี้ก็สามารถเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย ๆ ไม่แพ้การทำงานออฟฟิศเช่นกัน

- ขายของทางอินเทอร์เน็ต

สำหรับการเป็นแม่ค้าขายของทางอินเทอร์เน็ต ห้องที่ใหญ่และมีพ่อแม่เข้าไปเยี่ยมชมแน่นหนาที่สุดอาจหนีไม่พ้น ห้องเปิดท้ายฯ ในโต๊ะชานเรือนของเว็บไซต์พันทิป ซึ่งไม่เพียงแต่มีของมือสองของเด็ก ๆ มาส่งต่อให้กับพ่อแม่คนอื่นในราคามิตรภาพแล้ว บางทียังมีของมือหนึ่ง หรือของแปลก ๆ น่าสนใจมาประกาศกันมากมาย อย่างไรก็ดี การขายของทางอินเทอร์เน็ต กฎที่ต้องยึดถือคือการซื่อสัตย์ต่อลูกค้า เพราะมีพ่อแม่หลายรายมีปัญหากับผู้ขายเนื่องจากโอนเงินไปแล้วไม่มีการส่งสินค้าตามที่ระบุมาให้ หรือนำภาพจากเว็บอื่นมาหลอกให้ลูกค้าหลงเชื่อว่ามีสินค้าจริงแล้วโอนเงินมาให้ก็มี

- นักแปล นักวาดภาพประกอบ เขียนหนังสือ

หากคุณคุ้นเคย หรือชื่นชอบแวดวงหนังสือ และมีความถนัดด้านการแปล การเขียนบทความ หรือวาดภาพประกอบ งานในลักษณะนี้ก็เป็นงานที่ทำจากบ้านได้เช่นกัน (และนั่นหมายความว่าคุณสามารถเลี้ยงลูกไปด้วยได้) แต่ผู้ทำต้องมีวินัยในตนเองพอสมควร เพราะทางสำนักพิมพ์จะมีเส้นตายของการรับต้นฉบับ หรือข้อกำหนดอื่น ๆ แต่ถ้าหากมีทุนมากพอ และรักในงานนี้มากพอ จะศึกษาข้อมูลและเปิดสำนักพิมพ์ของตนเองเลยก็ยังได้ค่ะ แต่อาจต้องทำใจเผื่อเอาไว้บ้าง เพราะในประเทศที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเห็นความสำคัญของการอ่าน บางครั้งก็ยากจะมีรายได้เป็นกอบเป็นกำนะคะ

- ครูสอนพิเศษ

หากคุณมีความสามารถในด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ เช่น สามารถสอนภาษาจีนกลาง ภาษาญี่ปุ่นได้ หรือเป็นติวเตอร์ การรับสอนพิเศษให้กับบุคคลทั่วไปก็เป็นอีกหนทางหนึ่งในการหารายได้พิเศษที่น่าสนใจ เพราะคุณสามารถกำหนดเวลาทำงานได้ด้วยตนเอง อีกทั้งเป็นการทำงานในเวลาสั้น ๆ ไม่กี่ชั่วโมง และเพราะเราเข้าใจว่า การต้องพาลูกไปฝากเลี้ยงยังเนิร์สเซอรี่ หรือจ้างพี่เลี้ยงนั้นทำใจลำบากเพียงใด การต้องห่างลูกเป็นเวลาไม่นานเช่นนี้จึงน่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจพอสมควรค่ะ

- โปรแกรมเมอร์ กราฟิกดีไซน์

งานไอทีก็เป็นอีกหนึ่งงานที่มีคุณพ่อคุณแม่หลายท่านเปิดบริษัทรับงานจากบ้าน และรายได้ดีไม่แพ้งานอื่น ๆ เพียงแค่เปลี่ยนสถานที่นั่งหลังขดหลังแข็งจากในออฟฟิศมาเป็นที่บ้าน ยิ่งปัจจุบัน อินเทอร์เน็ตทำให้โลกไร้พรมแดนมากขึ้น การจะรับงานจากต่างประเทศที่มีค่าตอบแทนสูงกว่าเงินบาทก็ยิ่งเป็นไปได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ที่ระบุว่า ความสุขจากการได้ขึ้นเงินเดือนนั้นไม่สามารถทัดเทียมได้กับผู้ที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างชีวิตงานกับชีวิตครอบครัวได้เลย เนื่องจากการได้ขึ้นเงินเดือนนั้นเป็นความสุขช่วงสั้น ๆ ของพ่อแม่มนุษย์เงินเดือน อีกทั้งเมื่อได้รับค่าตอบแทนในระดับที่ตนเองพอใจแล้ว คนเหล่านี้ก็จะเปลี่ยนไปสนใจในเรื่องอื่นแทน เช่น ค่าตอบแทนของเพื่อนร่วมงาน ว่าคนอื่น ๆ ได้เท่าไรกัน และนำมาเปรียบเทียบกับค่าตอบแทนของตนเอง และแม้ว่าพนักงานผู้นั้นจะได้รับเงินเดือนจำนวนมากแล้วก็ตาม พวกเขาก็อาจเกิดความไม่พอใจขึ้นได้ หากพวกเขาได้รับทราบว่ามีความไม่เสมอภาคเกิดขึ้นในหมู่เพื่อนร่วมงาน ตรงกันข้ามกับผู้ที่มีเวลาในการทำงานที่ยืดหยุ่นมากพอ คนเหล่านี้จะมีความสุขในชีวิตที่เหนือกว่านั่นเอง